opapatika
 

บันทึก...จากปากคำผู้ก่อกำเนิด โอปปาติก

 

ผมคาดหวังจะให้ภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นภาพยนตร์แนว Action Fantacy
ที่มีเรื่องราวและการตีความจากความเชื่อ แนวคิดในแบบพุทธศาสตร์
ซึ่งมันใกล้กับวิถีของคนไทย
บวกกับฝีมือระดับเยี่ยมจากนักแสดงทุกคนที่ร่วมงานในภาพยนตร์เรื่องนี้
เราคงได้การห้ำหั่นกันของพวกเขาเหล่านั้น
ทั้งฉากแอ็คชั่นและอารมณ์ที่นำไปสู่การต่อสู้
ซึ่งทั้งหมด ผมคิดว่ามันน่าสนใจ
โปรเจ็คต์... ”โอปปาติก” (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)
มันจึงเริ่มต้นขึ้น...

ธนกร พงษ์สุวรรณ (ผู้กำกับภาพยนตร์)

ชื่อของ ธนกร พงษ์สุวรรณ คงยังไม่เป็นที่คุ้นหูในทำเนียบผู้กำกับ สำหรับเหล่าแฟนหนังซักเท่าไหร แต่ถ้าพูดถึงผลงานของเขา ก็คงจะคุ้นเคยกันมากขึ้นทั้งFAKE โกหกทั้งเพ และ เอ็กซ์แมน แฟนพันธุ์เอ็กซ์ จนมาถึงผลงานลำดับล่าสุด โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) ที่ทุกคนกำลังจำตา เพราะไม่ว่าจะเป็นความน่าสนใจของเนื้อเรื่องและการรวมตัวกันของเหล่านักแสดงชื่อดังมากมายในหนังเรื่องนี้

นอกจากความน่าสนใจทั้งสองส่วนแล้ว ที่มาของหนังเรื่องนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ซึ่ง ธนกร เล่าว่า แรงบันดาลใจในการทำเรื่อง ‘โอปปาติก’ เกิดขึ้นตอนทำเรื่อง FAKE โกหกทั้งเพ เขายอมรับว่าตอนนั้นมีไอเดียและสคริปต์หลายเรื่อง แต่เรื่องหนึ่งที่สนใจมากๆ คือ อวตาร เพราะได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสนาค่อนข้างเยอะ แต่เรื่องนั้นมันเป็นเรื่องของการเวียนว่ายตายเกิด โลกคู่ขนานของคน และสิ่งที่ไร้วิญญาณต่างๆ ซึ่งทำให้เขาเกิดจินตนาการไปถึงสิ่งมีชีวิตอีกประเภทหนึ่งที่มีการอ้างอิงถึงพุทธศาสนาเป็นเรื่องของคนก็ไม่ใช่ ผีก็ไม่เชิง เป็นเรื่องของภูติผีปีศาจ เทวดา สัมภเวสี และนั่นก็เป็นที่มาทีทำให้เขาได้รู้จักกับคำว่า โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ) ตามความหมายทางพุทธศาสนา คือ สิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นมาแล้วโตเต็มที่ในทันทีทันใด โดยมีอำนาจของพลังกรรมเป็นตัวสนับสนุน โดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนการวิวัฒนาการเหมือนสัตว์ทั่วไป โอปปาติกจะเกิดหรือตายโดยไม่ทิ้งซากหรือเนื้อไว้ให้เห็น

เมื่อได้แกนของเรื่องมาเช่นนี้และคิดว่ามันน่าสนใจมากพอ บวกกับรูปแบบการทำงานที่ชอบทำหนังที่เน้นเรื่องของคาแร็คเตอร์แล้ว ธนากร จึงอยากจะลองทำหนังแอ็คชั่นในแบบของตัวเองดูบ้าง โดยคิดว่าน่าจะมีหนังไทยซักเรื่องที่ รวบรวมนักแสดงชั้นนำ ซึ่งมีคาแร็คเตอร์ที่แปลกใหม่ให้มาอยู่ในเรื่องเดียวกันก็คงน่าสนใจดี ทั้งหมดจึงเป็นที่มาของพัฒนาแนวคิดทั้งหมดให้ออกมาเป็นเรื่องราวของเหล่า โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)-เกิดอมตะ ซึ่งในรูปแบบภาพยนตร์แอ็คชั่นแฟนตาซีเรื่องนี้หมายถึง เหล่าสิ่งมีชีวิตผู้มีพลังอำนาจพิเศษเหนือกว่ามนุษย์ทั่วไป ซึ่งได้ถือกำเนิดขึ้นทันทีที่ประตูแห่งความตายถูกเปิดขึ้น เหล่ามนุษย์ไม่เคยล่วงรู้ถึงความซ้อนทับที่เกิดขึ้นนี้ คำเล่าขานบอกกล่าวถึงเหล่า โอปปาติก ว่า พวกมันแต่ละตนมีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวแตกต่างกันไป แต่ทุกครั้งที่มันเลือกใช้พลังพิเศษ ก็จะต้องแลกมาด้วยบาดแผลแห่งความทรมานที่แสนเจ็บปวดอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่ามันคือคำสาปที่ถูกลิขิตขึ้น จนกระทั่งวันหนึ่ง มีมนุษย์หาญกล้าคิดท้าทายขอบเขตแห่งอำนาจของ โอปปาติก ที่ได้รับการถ่ายทอดมานานนับศตวรรษ ไม่มีใครล่วงรู้ถึงจุดจบแห่งมหาสงครามการนองเลือดล้างเผ่าพันธุ์ว่าจะจบลงที่ใด แต่ไม่ว่าจะเป็นโลกนี้หรือโลกหน้า นี่คือ อุบัติแห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่เกิดขึ้น นับตั้งแต่วินาทีแรกที่มนุษย์ตัดสินใจล่า โอปปาติก

Opapatika Opapatika
Opapatika Opapatika
Opapatika Opapatika
 

ส่วนพัฒนาต่อยอดให้ความคิดทั้งหมดกลายมาเป็นบทภาพยนตร์ ธนากร บอกว่าใช้เวลานานพอสมควรครับ เพราะต้องอ่านหนังสือเกี่ยวกับพุทธศาสตร์หลายเล่ม เพื่อเป็นการรีเสิร์ชข้อมูลในการทำภาพยนตร์  ช่วงนั้นมีความคิดอยู่แล้วว่าะทำหนังเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยคาบเกี่ยวอยู่ระหว่างสองโลก โลกปัจจุบันกับโลกหลังความตาย ก็คิดถึงคุณสมบัติพิเศษของพวกเขา คือ พวกเขาเป็น โอปปาติก บางคนก็เข้าใจว่าเป็นผี แต่ตามตำราที่อ่านมา มันแปลได้ว่า สิ่งมีชีวิตที่อุบัติขึ้นมาได้เอง ก็เลยเริ่มโยงเข้ากับเรื่องว่า ถ้าคนเราฆ่าตัวตาย แล้วอาจจะกลายเป็นโอปปาติก ทีนี้พอได้เป็นแล้ว อาจจะมีอำนาจหรือพลังพิเศษ แต่มันไม่มีอะไรได้มาง่าย ๆ คุณได้ความพิเศษแต่อาจจะต้องแลกกับคำสาป หรือความวิบัติบางอย่าง เหมือนกับว่ามีพลังพิเศษ แต่เมื่อใช้ไปแล้วก็ต้องแลกกับคำสาปที่ตามมาเป็นการแลกเปลี่ยน อันนี้ก็คือที่มาของการนำตัวละครไปสู่สถานการณ์แอ็คชั่นและก็จุดขัดแย้งของตัวละครแต่ละตัวด้วย อะไรประมาณนี้ จริงๆ แล้ว ไม่อยากจะไปเน้นว่า หนังเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนามาก เดี๋ยวคนจะเข้าใจว่าเป็นหนังดูยาก เอาเป็นว่า หนังเรื่องนี้ผมได้ไอเดียจากพุทธศาสนามาเป็นจุดกำเนิด แต่ก็ไม่ใช่หนังเกี่ยวกับพุทธศาสนาทั้งหมด เพราะมันก็แค่มีที่มาบวกกันการต่อเติมไอเดีย ผสมผสานกันได้กับความเป็นแอ็คชั่น-แฟนตาซี ดังนั้นถ้าจะถามเรื่องสัดส่วนความเป็นหนังเรื่องนี้ บอกได้เลยว่าในส่วนของแอ็คชั่นแฟนตาซีมันมากกว่าเนื้อหาทางด้านศาสนาพุทธ และที่สำคัญอยากเน้นคาแร็คเตอร์ของตัวละครเป็นหลัก ให้เห็นถึงพวก โอปปาติก ที่มีทั้งรัก โลภ โกรธ หลง กิเลสตัณหาไม่ต่างจากมนุษย์อย่างเรา ๆ

ด้านการคัดเลือกนักแสดงนั้น ถือว่ายากพอสมควรเพราะในบ้านเรามีนักแสดงที่มีความสามารถ มีฝีไม้ลายมือ และความน่าสนใจเยอะ ซึ่งก็ดูจากความเหมาะสมของคาแร็คเตอร์ที่เข้ากับบทเป็นหลัก หลังจากที่ลองแคสติ้ง สุดท้ายด้วยความเหมาะสมหลายๆ อย่างก็มาลงตัวที่นักแสดงนำทั้ง 8 คน ประกอบด้วย เต๋า (สมชาย เข็มกลัด), คริต (ชาคริต แย้มนาม), พุฒ (ลีโอ พุฒ), บอล (อธิป นานา), เร (เร แม็คโดแนลด์),  เชอรี่ (เข็มอัปสร สิริสุขะ), พี่อ๊อฟ (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) และ อาหนิง (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) ซึ่งทุกคนในเรื่องจะพลิกบทบาทที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และการร่วมงานกับนักแสดงชุดนี้ก็ราบรื่นดี เพราะทุกคนให้ใจและทุ่มเทให้กับการแสดงเรื่องนี้มาก ทุกคนก็เป็นนักแสดงที่มีฝีมือมากอยู่แล้ว ทำให้สามารถเข้าใจและตีความลงไปในคาแร็คเตอร์แต่ละตัวได้อย่างเข้าถึงบทบาทอย่างครบถ้วน

Opapatika Opapatika
Opapatika Opapatika
Opapatika Opapatika
 

นอกจากจะมีบทและนักแสดงที่ลงตัวแล้ว ที่สำคัญไม่แพ้กันก็คงจะเป็นเรื่องของการถ่ายทำ และการเลือกโลเกชั่นที่สามารถถ่ายทอดบรรยากาศของหนังได้อย่างกลมกลืน โดย ธนากร ต้องการสถานที่ถ่ายทำที่ดูแปลกตาแตกต่างในแง่มุมที่ไม่เคยเห็นในภาพยนตร์เรื่องอื่น ๆ เพื่อให้โลเกชั่นในเรื่องนี้เป็นเสมือนหนึ่งตัวละครที่สามารถถ่ายทอดเรื่องราวควบคู่ไปกับทุกคาแร็คเตอร์ในเรื่องได้อย่างกลมกลืนและดีที่สุด ซึ่งเขาและทีมงานได้ตระเวนหาอยู่นานมาก และก็ได้ใช้โลเกชั่นที่หลากหลายมาก ส่วนใหญ่จะเป็นอาคารเก่า เช่น วัด ตึกเก่า ตึกอนุรักษ์ บางแห่งก็เป็นสถานที่ราชการซึ่งมีอายุถึง 50-60 ปี  และบางโลเกชั่นก็ถูกทุบทิ้งไปแล้ว เช่น กรมการค้าภายใน ที่ท่าเตียน เรื่องนี้ทุกคนรู้สึกดีใจมาก ที่ได้บันทึกสถานที่สวยงามแห่งนี้เอาไว้ ส่วนพวกวัดต่าง ๆ ก็เป็นวัดเก่า บางวัดก็มีอายุ 100 ปี เช่น วัดประยูรวงศาวาส ที่ตัวผู้กำกับเองรู้สึกชอบและหลงใหล แต่รู้สึกว่าไม่ค่อยได้เห็นวัดในหนังไทยจึงอยากถ่ายวัดออกมาให้สวย อยากถ่ายทอดในสิ่งที่บางคนอาจจะหลีกเลี่ยงที่จะถ่าย ที่สำคัญบังเอิญว่าเนื้อหาของหนังเกี่ยวข้องกับวิญญาณและโลกหลังความตาย ดังนั้นมันจึงเกี่ยวข้องกันไปโดยปริยายครับ นอกจากนั้นก็ยังมีโลเกชั่นแปลกๆ อีกหลายแห่งซึ่งไม่เคยถูกถ่ายทอดออกมาในรูปแบบของหนังมาก่อน หรือแม้ว่าในบางสถานที่อาจจะเคยถูกใช้ในเรื่องอื่นมาก่อน แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้ ก็จะถูกถ่ายทอดออกมาในแง่มุมที่ต่างกันออกไป

อีกสิ่งที่ถือว่าเป็นงานหนักของหนังเรื่องนี้ก็คือ เทคนิคพิเศษด้านภาพ ที่ทีมงานต้องการเนรมิตมหาสงครามระหว่างเผ่าพันธุ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจสำหรับผู้ชม โดยได้ระดมทีมงานคนไทยระดับฝีมือที่ได้รับการยอมรับว่าไม่เป็นรองต่างชาติมาช่วยในการผสมผสานเทคนิคไลฟ์แอ็คชั่น, GG, เมคอัพเอฟเฟ็คต์, มุมกล้อง และการตัดต่อที่น่าจับตาเป็นพิเศษด้วย ซึ่งเทคนิคพิเศษในหนังเหล่านี้ถูกทำขึ้นเพื่อเป็นส่วนเติมเต็มให้การเล่าเรื่องสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ทุก ๆ องค์ประกอบในหนังถือว่าเป็นส่วนที่เอื้อซึ่งกันและกันไปตลอดทั้งเรื่อง

“หนังเรื่องนี้ ตัวละครทุกตัวในเรื่องจะมีปมอยู่ ถึงคุณจะมีพลังพิเศษ แต่ก็ต้องแลกกับการสูญเสียบางอย่าง ตอนที่คุณยังเป็นมนุษย์ คุณก็มีปม มีปัญหา แต่พอคุณมาอยู่ในโลกหลังความตาย คุณก็ยังมีปัญหา ไม่หลุดพ้น ดิ้นไม่หลุดเหมือนกับตอนที่ยังเป็นมนุษย์นั่นแหละ ความจริงแล้ว โลกของโอปปาติกในหนังของผม มันก็ไม่ต่างจากโลกมนุษย์นัก ตัวละครก็ยังมีกิเลสตัณหา ดิ้นไม่หลุด อยากได้ อยากมี และสุดท้ายทุกคนก็ล้วนมีความโดดเดี่ยวเป็นสรณะ”

Opapatika Opapatika
Opapatika Opapatika
Opapatika Opapatika
 

เรื่องเล่า...เหล่าโอปปาติก

“คุณเชื่อในโลกหน้ามั้ย?”
หนทางเดียวแห่งการได้มาซึ่งความสามารถและอำนาจพิเศษเหนือมนุษย์
นั่นคือ การยอมปลิดชีวิตตนเองเสีย แล้ววิถีแห่งการเป็น “โอปปาติก” จะเริ่มต้นขึ้น
มีคำเล่าขานถึง “พลังพิเศษ” แห่งตัวตนโอปปาติก ที่มีแตกต่างกันไป
แต่ทุกครั้งที่มันเลือกใช้ กลับต้องแลกด้วย “คำสาป” อันแสนเจ็บปวดอยู่เสมอ
ที่ผ่านมา เหล่ามนุษย์อาจไม่เคยล่วงรู้ถึงชีวิตใน “โลกซ้อนทับ” นี้
จนกระทั่ง เมื่อมีมนุษย์หาญกล้า “คิดล่า” เหล่าโอปปาติก
เพื่อ “ท้าทาย” ขอบเขตแห่งอำนาจนานนับศตวรรษของพวกมัน
เมื่อนั้น... สงครามระหว่าง “มาร 5 ตน”กับ “1 คนธรรมดา” ...จึงอุบัติขึ้น
ถึงเวลาที่ “มารจะล่าคน” และ “คนจะล่ามาร”

โอปปาติก (โอ-ปะ-ปา-ติ-กะ)-เกิดอมตะ เล่าถึงเรื่องราวของสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งบนโลก ที่ใช้ชีวิตปะปนอยู่กับผู้คนทั่วไป  แต่ละคนที่เป็นโอปปาติกนั้น จะได้รับพลังพิเศษบางอย่างที่ทำให้มีความสามารถเก่งกาจเหนือคนอื่น ๆ หากแต่พลังพิเศษนั้นก็มีขีดจำกัดในการใช้ และจะค่อย ๆ หมดไป เมื่อสิ้นอายุขัยในที่สุด

ศดก (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) โอปปาติกตนหนึ่งที่ใช้ชีวิตอยู่กับความเชื่อของตนเอง ว่าจะสามารถเอาชนะความตายได้ด้วยการเป็นอมตะ แต่อุปสรรคอย่างเดียวที่คอยขัดขวางไม่ให้ความต้องการของ ศดก เป็นจริงก็คือ จิรัสย์ (สมชาย เข็มกลัด) โอปปาติกอีกตนที่ใช้ชีวิตอยู่อย่างลึกลับ และดูอันตรายเกินไปที่ ศดก จะวางใจให้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ ทางเดียวที่ ศดก จะสามารถเป็นอมตะได้ก็คือ ต้องกำจัด จิรัสย์ ออกไปเขาจึงวางแผนการโดยให้ลูกน้องสุดจงรักภักดีนาม ธุวชิต (พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง) ออกตามหา เตชิต (ลีโอ พุฒ) นักสืบเอกชนคนหนึ่งที่ยังไม่รู้ว่าตนเองนั้นมีพลังพิเศษของโอปปาติกแอบซ่อนอยู่ 

ศดก ได้ล่อหลอกให ้เตชิต กลายเป็นโอปปาติกด้วยการฆ่าตัวตาย และได้ว่าจ้างให้ เตชิต ใช้พลังพิเศษของเขาออกตามหาโอปปาติกตนอื่น เพื่อร่วมมือกันหาทางกำจัดตัวอันตรายอย่าง จิรัสย์ ที่ตอนนี้กำลังตามล่าหญิงสาวลึกลับนางหนึ่งอยู่

เตชิต ตกลงช่วยเหลือ ศดก และได้รู้จักกับ ปราณ (เข็มอัปสร สิริสุขะ) สาวลึกลับคนที่ จิรัสย์ ต้องการจะฆ่า และหลงรัก ปราณ ทันทีที่ได้เจอหน้ากันครั้งแรก  ซึ่งตัว ปราณ นี่เองที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้โอปปาติกตนอื่น ๆ มารวมกันได้

ไปศล (ชาคริต แย้มนาม) โอปปาติกนักฆ่าที่ไม่เคยผูกพันยึดติดกับใคร นอกจากอดีตของตัวเอง และด้วยความรู้สึกผูกพันบางอย่างของ ไปศล ที่มีต่อ ปราณ ทำให้เขาแอบตามดูแล ปราณ อยู่ห่าง ๆ

อรุษ (เร แม็คโดแนลด์) กับ รามิล (อธิป นานา) สองโอปปาติกเพื่อนแท้ชนิดตายแทนกันได้ เมื่อใดที่อยู่รวมกันจะแข็งแกร่ง แต่ถ้าแยกกันจะอ่อนแอ เพราะต่างคนต่างก็มีพลังที่จะช่วยอุดจุดอ่อนของกันและกันได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้เข้าถึงตัวได้ยาก เพราะไม่เคยไว้ใจใคร จนกระทั่งทั้งคู่ได้มาสานสัมพันธ์กับ ปราณ

แม้ดูเหมือนว่า เหล่าโอปปาติกทั้งหมดจะถูกดึงดูดมารวมกันโดยมี ปราณ เป็นจุดเชื่อมโยง แต่เรื่องราวก็ไม่ได้ง่ายไปเสียทั้งหมด เพราะต่างฝ่ายต่างก็มีแง่มุมที่ไม่ลงรอยกันอยู่ ประกอบกับเรื่องราวที่ดูคลุมเครือระหว่าง ศดก กับ จิรัสย์ นั่นได้นำไปสู่การปะทะกันครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา และนำมาซึ่งความสูญเสีย พร้อม ๆ กับการเริ่มต้นใหม่อีกครั้งของชีวิต

สุดท้ายแล้ว บางสิ่งบางอย่างที่ถูกหล่อหลอมขึ้นเป็นเงื่อนงำจะถูกคลี่คลายหรือไม่
และจะเกิดอะไรขึ้น ถ้าความจริงที่ทุกคนอยากรู้ กลับกลายเป็นความเจ็บปวด

พวกเขา...เหล่า “โอปปาติก” จะรับมือกับความจริงนั้น...อย่างไร
 
 

จัดทำโดย: somethigncools.com
4/62 ซอย 3 หมู่บ้านสหกรณ์ ถ.เสรีไทย คลองกุ่ม บึงกุ่ม กรุงเทพฯ 10240 โทร : 01-9913223
E-mail : gumpanat@somethingcools.com